header image
หน้าหลัก arrow ชาติภูมิแม่กอเหนี่ยว
ชาติภูมิแม่กอเหนี่ยว PDF พิมพ์ อีเมล

          เจ้าแม่กำเนิดในครอบครัวของตระกูลลิ้ม มีนามฉายาว่า   กอเหนี่ยว   ในตำนานบางถิ่นของไต้หวัน กล่าวนามเจ้าแม่ว่า   จินเหลียนหรือบัวทอง     ส่วนภูมิลำเนาของเจ้าแม่เดิมเล่ากันว่าเป็นชาวมณฑลฮกเกี้ยน  เนื่องจากพี่ชายชองเจ้าแม่ชื่อ  ลิ้มเต้าเคียน (ลิ้มโต๊ะเคียน ก็เรียก)     มีประวัติการต่อสู้อันโลดโผนได้สร้างชื่อลือกระฉ่อนทางแทบทะเลมณฑล ฮกเกี้ยน   จดหมายเหตุราชวงศ์เหม็ง  ได้บันทึกไว้ว่า  เป็นชาวเมืองจั่วจิว แขวงมณฑลฮกเกี้ยน    หนังสือ    “ตำนานมณฑลปัตตานี”    ก็ได้ถือเอาตามนี้ แต่หนังสือ “ภูมิประวัติเมืองแต้จิ๋ว” เล่มที่ 38 เรื่อง ชีวประวัติลิ้มเต้าเคียน”  กล่าวว่า มีพื้นเพเดิมเป็นชาว อำเภอฮุยไล้   แขวงเมืองแต้จิ๋ว   จากการตรวจสอบหลักฐานที่เมืองแต้จิ๋วของนักโบราณคดี ปรากฏว่า ที่หมู่บ้านเที้ยเพ็ง ตอนใต้ยังมีฮวงซุ้ยบรรพบุรุษตระกูลลิ้มของลิ้มเต้าเคียน ประจักษ์หลักฐานอยู่ที่นั่น ณ บริเวณฮวงซุ้ยเดียรดาษไปด้วยศิลา ซึ่งชาวบ้านในท้องถิ่นแห่งนั้นได้ขนานนามฮวงซุ้ยเก่าแก่แห่งนั้นว่า    “ไปเหนี่ยวฉาวหวง” หรือ “มวลวิหคเฝ้าราชปักษา” อันหมายถึง ทำเลสุสานที่ดี   ในรัชสมัยพระเจ้าซื่อจงฮ่องเต้    แห่งราชวงศ์เหม็ง    (ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 2065-2109)  มีครอบครัวตระกูลลิ้มซึ่งมีบุตร 2 คน ชายมีชื่อว่า ลิ้มเต้าเคียน  มีลักษณะท่าทางทะนง องอาจ ใจคอกว้างขวาง และมีสมัครพรรคพวกมาก   ส่วนน้องสาวมีชื่อว่า ลิ้มกอเหนี่ยว   เป็นผู้ที่มีอัธยาศัยอันดีงามมีความกตัญญูต่อบิดา มารดา

           แต่ขณะเยาว์วัยกันก็มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว      เมื่อเยาว์วัยทั้งสองพี่น้องได้ศึกษาเล่าเรียนศิลปะต่าง ๆ จนแตกฉาน     ครั้นลิ้มเต้าเคียนผู้พี่เจริญวัยโตเป็นหนุ่ม   จึงได้สนองบุญคุณบิดามารดา โดยเข้าสมัครเป็นข้าราชการอำเภอ      ต่อมาเมื่อสิ้นบุญบิดาแล้ว ลิ้มเต้าเคียน ก็จากบ้านเดิมไปทำราชการอยู่ที่เมืองจั่วจิว   แขวงมณฑลฮกเกี้ยน   ทางบ้านจึงมีสาวน้อย ลิ้มกอ-เหนี่ยว  คอยอยู่เฝ้าปรนนิบัติมารดา    ด้วยเหตุที่ลิ้มเต้าเคียนมีอุปนิสัยรักความเป็นธรรม ชาวบ้านจั่วจิวต่างก็ให้ความนับถือรักใคร่ต่อเขา แต่เป็นที่อิจฉาและย่ำเกรงของเหล่าขุนนางกังฉินยิ่งนัก

          ในรัชสมัยของพระเจ้าซื่อจงฮ่องเต้  ปรากฏว่า มีโจรสลัดชุกชุมที่ร้ายกาจนักก็คือ โจรสลัดญี่ปุ่น   ได้ปล้นบ้านตีเมืองตามชายฝั่งทะเลของจีนเป็นประจำสร้างความเดือดร้อนให้แก่ ชาวเมืองชายทะเลเป็นอันมาก ซึ่งโจรสลัดญี่ปุ่นได้กำเริบหนักขึ้นถึงกับระดมกำลังเข้าโจมตีมณฑลจิ เกียงอย่างรุนแรง    ทางเมืองหลวงจึงได้แต่งตั้งขุนพลนามว่า   เช็กกีกวง   เป็นแม่ทัพคุมทัพเรือไปทำการปราบปรามโจรสลัดญี่ปุ่นโดยเฉียบขาด ลิ้มเต้าเคียนจึงถูกคู่อริผู้พยาบาทหมาดร้ายถือโอกาสใส่ความว่า  ลิ้มเต้าเคียน ได้ร่วมกับโจรสลัดญี่ปุ่นมีการซ่องสุมกำลังผู้คน          และอาวุธคิดจะทำการกบฏก่อความวุ่นวาย ลิ้มเต้าเคียนจึงถูกทางราชการประกาศจับตัวโทษฐานเป็นพวกโจรสลัด     ลิ้มเต้าเคียนคิดว่า การที่ตนมาถูกเขาปรักปรำกล่าวโทษฉกรรจ์เช่นนี้   ย่อมไม่มีโอกาสหาทางแก้ตัวเพื่อแสดงความบริสุทธิ์เป็นแน่แท้     และยังตระหนักดีอีกว่าหากขืนอยู่ต่อ แข็งสู้กับทัพหลวงต่อไป ย่อมมีอันตรายซึ่งหาคุณประโยชน์อย่างใดมิได้

           ลิ้มเต้าเคียน  ได้เกลี้ยกล่อมชักชวนสมัครพรรคพวกของตนที่กระจัดกระจาย แล้วพากันอพยพหลบภัยด้วยการนำเรือ 30 กว่าลำ  ตีหักออกจากที่ล้อมของทหารหลวง โดยแล่นออกทะเลอย่างปลอดภัยขบวนเรือได้หันหน้าไปเกาะไต้หวัน

          ตาม ความในจดหมายเหตุราชวงศ์เหม็ง เล่มที่  323  “ประวัติเมืองกีลุ่ง”  (ไต้หวันในปัจจุบัน) กล่าวว่า เมื่อปลายปีเกี่ยเจ็ง  ตรงปีพุทธศักราช 2109  แม่ทัพเช็กกี่กวง ได้ทำการปราบปรามพวกโจรสลัดญี่ปุ่นจนราบคาบแล้ว    ลิ้มเต้าเคียนกับพวกได้หลบหนีไปอาศัยอยู่ที่เกาะไต้หวัน    แต่ไม่กล้าตั้งมั่นอยู่ที่นั่นตลอดไป    เพราะ กลัวว่าทัพหลวงจะติดตามไปโจมตีและยังถูกโจรสลัดรังควานอยู่เสมอ    ครั้นถิ่นไต้หวันยากแก่การที่พวกตนจะอาศัยพำนักแล้ว  ลิ้มเต้าเคียน จึงนำพรรคพวกออกเดินทางฝ่าคลื่นผจญภัยต่อไปจนถึงเกาะลูซอน (ฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน)  ขณะถูกสเปนยึดครอง  ลิ้มเต้าเคียนเกิดปะทะกับกองเรือรบของสเปนที่นอกฝั่งเกาะลูซอน       ลิ้มเต้าเคียนได้ทำลายเรือรบของสเปนเสียหายย่อยยับหลายลำ  แต่ภายหลังขาดเสบียงอาหารและไม่มีกำลังหนุนจึงต้องล่าถอย(ความในตอนนี้นัก ภูมิศาสตร์จีน  ถือว่าลิ้มเต้าเคียนเป็นนักรบผจญภัยที่มีความสามารถสูงผู้หนึ่งจึงให้ เกียรติตั้งเป็นชื่อเกาะแห่งหนึ่งในทะเลจีนใต้ เรียกว่า หมู่เกาะเต้าเคียน

          ส่วนในจดหมายเหตุราชวงศ์เหม็ง  “ประวัติเมืองลูซอน”  บันทึกว่า เมื่อปีบวนเละที่ 4  ตรงปีพุทธศักราช  2119  ชาวเมืองลูซอนได้ฟื้นฟูสัมพันธ์ไมตรีกับจีนเนื่องจากได้ช่วยเหลือทางราชการ จีนปราบพวกลิ้มเต้าเคียน     หลังจากนั้นแล้วลิ้มเต้าเคียนก็เดินทางผ่านเวียดนาม      บางตำนานว่า   ลิ้มเต้าเคียนเคยอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยา  ต่อมาจึงได้มาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองปัตตานี  ในจดหมายเหตุราชวงศ์เหม็ง  เล่มที่  323 บันทึกว่า“ลิ้มเต้าเคียนได้หลบหนีการจับกุมไปอาศัยอยู่ที่เมืองปัตตานี มีท่าเรือเรียกว่า   ท่าเรือเต้าเคียน    ภายหลังลิ้มเต้าเคียนได้นับถือศาสนาอิสลามและได้ภรรยาซึ่งเป็นเชื้อพระ วงศ์ของเจ้าเมืองปัตตานี   เป็นที่โปรดปรานของเจ้าเมืองมากได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหัวหน้าด่านศุลกากร  เก็บส่วยสาอากร”

          ลิ้ม เต้าเคียนจากถิ่นฐานบ้านเดิมมาอาศัยอยู่ที่เมืองปัตตานี  เป็นเวลาช้านานไม่ได้ส่งข่าวคราวไปให้มารดาและน้องสาวทราบ  ทำให้มารดาผู้วัยชรามากมีความห่วงใยไม่รู้ว่าบุตรชายเป็นตายร้ายดีอย่างไร   แล้วมารดาก็มักล้มป่วยอยู่เป็นประจำ  ลิ้มกอเหนี่ยวได้เผ้าปรนนิบัติมารดาจนอาการป่วยหายเป็นปรกติ     ด้วยความกตัญญูกตเวที จึงได้ขออนุญาตจากมารดาขออาสาตามหาพี่ชายให้กลับบ้าน แต่มารดาไม่อนุญาตเพราะเกรงว่าการเดินทางจะได้รับความลำบากและเสี่ยงต่อ อันตรายแต่ในที่สุด     ทนต่อคำอ้อนวอนด้วยเหตุผลมิได้  จึงยินยอมให้ไปลิ้มกอเหนี่ยวก็จัดแจงสัมภาระเครื่องเดินทางเสร็จแล้วชักชวน ญาติสนิทมิตรสหายหลายคนไปด้วย

          ในวันออกเดินทางมารดาและญาติมิตรมาร่วมส่งกันอย่างคับคั่ง          ทุกคนต่างซาบซึ้งในความกตัญญูของลิ้มกอเหนี่ยว         ก่อนจากลิ้มกอเหนี่ยวได้ล่ำลามารดาด้วยสัจจะวาจาว่า   หากแม้นพี่ชายไม่ยอมกลับไปหามารดาแล้วไซร้ ตนก็ไม่ขอมีชีวิตอยู่อีกต่อไป   พร้อมกับได้อวยพรให้มารดาจงมีความสุขและสั่งเสียญาติพี่น้องให้ช่วยกันดูแล ปรนนิบัติมารดาตนเป็นอันดี

           ลิ้มกอเหนี่ยวกับญาติ   ได้นำเรือออกเดินทางรอนแรมนับเวลาหลายเดือนจนกระทั่งถึงเขตเมืองปัตตานี ได้ทอดสมอจอดเรือไว้ที่ริมฝั่ง ครั้นลิ้มกอเหนี่ยวกับพวกได้เดินทางเข้าไปในเมือง สอบถามชาวบ้านได้ความว่า  ลิ้มเต้าเคียนยังมีชีวิตอยู่ทั้งยังได้ดิบได้ดีเป็นใหญ่อยู่ที่นี้ ทุกคนต่างก็มีความปิติยินดียิ่ง   ครั้นพบปะกับพี่ชายแล้วลิ้มกอ-เหนี่ยว  ก็เล่าความประสงค์ที่ได้ติดตามมาในครั้งนี้ว่า   พี่ได้ทอดทิ้งมารดาและน้องสาวจากบ้านมาอยู่แดนไกลเสียเช่นนี้  แม้นพี่กลับไปอยู่บ้านเดิมก็พอทำกินกันเป็นสุขได้อีก ทั้งทุกคนจะได้พร้อมหน้าอยู่ใกล้ชิดมารดาก่อนที่ท่านจะหาบุญไม่   แล้วแต่ลิ้มเต้าเคียนคิดตรึกตรองแล้วว่า  ถ้ากลับไปในขณะนี้ก็เท่ากับหาความยุ่งยากลำบากใจให้กับตนเอง เพราะทางราชการเมืองจีนยังไม่ประกาศอภัยโทษแก่ตน  และฐานะความเป็นอยู่ของตนทางนี้ ก็มีความสมบูรณ์พูนสุข ไม่ต้องระหกระเหินพเนจรอีกต่อไป จึงว่าแก่น้องสาวว่า พี่นั้นใช่จะเป็นผู้คิดเนรคุณทอดทิ้งมารดาและน้องสาวก็หาไม่     เพราะเหตุที่ได้ถูกทางราชการเมืองจีน ตรีตรากล่าวโทษว่า   เป็นโจรสลัดอัปยศยิ่งนัก จำต้องพลัดพรากหนีมาพึ่งพาอาศัยอยู่ที่นี้จนไม่มีโอกาสกลับไปทดแทนคุณมารดา ได้ และพี่อยู่ทางนี้ก็มีภารกิจมากมายเพราะพี่ได้อาสาท่านเจ้าเมืองก่อสร้าง มัสยิด  จึงมิอาจรับคำคิดจะกลับไปพร้อมกับน้องขณะนี้ได้โปรดให้อภัยกับพี่ด้วย เถิด        ว่าแล้วลิ้มเต้าเคียนก็จัดแจงสิ่งของมีค่าเป็นอันมากเพื่อให้นำกลับไปฝาก มารดาและญาติพี่น้อง  ลิ้มกอเหนี่ยวจึงขอพักอยู่ที่ปัตตานีชั่วคราว  และคิดที่จะหาโอกาสอ้อนวอนพี่ชายกลับไปเมืองจีนต่อไป

          ขณะนั้น  เจ้าเมืองปัตตานีได้ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคชรา      ไม่มีบุตรที่จะครอบครองสืบไป พวกศรีตะวันกรมการจึงปรึกษาหารือกันว่าจะเลือกบุตรพระราชวงศ์องค์ใดที่จะ เป็นเจ้าเมือง   แต่ยังไม่ทันจัดแจงเหตุการณ์ร้ายแรงที่ไม่คาดฝันก็อุบัติขึ้นคือ  เกิดการกบฏแย่งชิงอำนาจเป็นใหญ่ได้รบพุ่งนองเลือดระหว่างพระราชวงศ์ของเจ้า เมืองพวกกบฏนั้นได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า        ผิดกับฝ่ายเจ้าเมืองที่ไม่ระวังมาก่อนจึงมิอาจต่อต้านป้องกันได้ทัน ท่วงที           ลิ้มเต้าเคียนกับเหล่าทหารผู้ภักดีได้ต่อสู้กับพวกกบฏ  เมื่อลิ้มกอเหนี่ยวประสบเหตุการณ์เช่นนี้    ด้วยความเป็นห่วงพี่ชายจะได้รับอันตรายจึงได้เสี่ยงชีวิตเข้าช่วยพี่ชาย รบกับพวกกบฏอย่างห้าวหาญ   จนพวกกบฏแตกพ่ายถอยหนีไป       ด้วยความเก่งกาจสามารถของลิ้มกอเหนี่ยวเป็นที่กล่าวขวัญทั่วเมือง ปัตตานี เมื่อลิ้มกอเหนี่ยวเห็นเมืองปัตตานีมีเหตุการณ์ยุ่งยากเช่นนี้    จึงได้รบเร้าพี่ชายกลับเมืองจีนเสียโดยเร็ว ตามตำนานกล่าวว่า    ลิ้มเต้าเคียนได้ปฏิเสธต่อคำขอร้องของน้องสาว ลิ้มกอเหนี่ยว   มีแต่ความเสียใจเป็นทวีคูณจึงได้กระทำอัตตะวินิบาตกรรม โดยผูกคอตายใต้ต้นมะม่วงหิมพานต์ ฝ่ายลิ้มเต้าเคียนทราบข่าว จึงมีความโศกสลดอย่างยิ่ง  จึงพร้อมกันจัดการปลงศพตามประเพณีอย่างสมเกียรติทำเป็นฮวงซุ้ยปรากฏมาจนทุก วันนี้  คือ    หมู่บ้านกรือเซะ    ตำบลตันหยงลูโละ   อำเภอเมืองปัตตานี
         
          ส่วนผู้ที่ติดตามมากับลิ้มกอเหนี่ยวครั้งนั้นก็ไม่คิดจะกลับไปเมืองจีนอีก มีแต่นายท้ายเรือของลิ้มกอเหนี่ยวชื่อ  จูก๋ง  ผู้ใจเด็ดได้ตั้งคำสัตย์ปฏิญาณไว้ว่า ตราบใดที่ลิ้มเต้าเคียนไม่ยอมตามตนกลับไป  ตนก็จะขออยู่เฝ้าเรือจนกว่าจะสิ้นชีวิต           ภายหลังเรือจม จูก๋ง ก็ตายพร้อมกับเรือลำนั้นตามที่ได้ตั้งสัตย์ไว้ ปัจจุบันในศาลเจ้ายังมีแผ่นป้ายจารึกนามของ      จูก๋งไว้สักการบูชาตามตำนานกล่าวว่า เรือสำเภาที่ลิ้มกอเหนี่ยวนำมามีอยู่  9  ลำ เมื่อขาดการดูแลเรือได้จมน้ำทะเลหมด  เหลือแต่เสากระโดงซึ่งทำด้วยต้นสน 9 ต้น เลยเรียกสถานที่ตรงนั้นว่า รูสะมิแลหรือ สน 9 ต้น บางตำนานก็ว่า เหตุที่มีชื่อเช่นนี้เพราะผู้ที่ติดตามมากับลิ้มกอเหนี่ยวในครั้งนั้น   ได้ล้มป่วยตายไป  9  คน ฝั่งศพไว้ที่นั่น โดยตัดต้นสนปักไว้ทำเป็นเครื่องหมาย

          ครั้น ปราบกบฏราบคาบสงบลงแล้ว       ศรีตะวันกรมการผู้ใหญ่จึงประชุมเลือกผู้ครองเมืองต่อไป   สุดท้ายที่จะประชุมตกลงพร้อมใจกันเลือกบุตรีของเจ้าเมืองปัตตานีเป็นนางพญา ครองเมืองสืบไป ระหว่างนางพญาครองเมืองได้ทำนุบำรุงบ้านเมืองอาณาประชาราษฎร์อยู่เย็นเป็น สุข   นางพญาได้มอบหมายให้ลิ้มเต้าเคียนเป็นนายช่างควบคุมการก่อสร้างมัสยิดต่อ ไป  โดยเป็นมัสยิดก่อด้วยอิฐมีจำนวน  3  ห้อง   และมีเฉลียงรอบกว้าง  2  วา   ยาว  5  วา    ฝาผนังเฉลียงมีลักษณะโค้งทั้ง  4  ด้าน  พื้นเฉลียงสูง  2  ศอก ขณะสร้างถึงคานบนและจะสร้างโดม         เกิดปรากฏการณ์ขึ้นที่มัสยิดได้ถูกอัสนีบาตทำลายเสียหายถึง   3   ครั้ง   สร้างความมหัศจรรย์ใจให้ลิ้มเต้าเคียน  จึงคิดว่าการที่ตนมีความอกตัญญูมิได้รู้คุณมารดา ทำให้น้องสาวที่ติดตามมาเสียชีวิตด้วย เทพธิดาฟ้าดินจึงลงโทษแก่ตน   ลิ้มเต้าเคียนจึงล้มเลิกที่คิดสร้างอีกต่อไป  มัสยิดจึงค้างคาสร้างไม่สำเร็จตราบจนทุกวันนี้   (เมื่อคราวสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี  พ.ศ. 2525 ทางกรมศิลป์ได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่)   ต่อมาลิ้มเต้าเคียนหล่อปืนใหญ่ขึ้นถวายนางพญาไว้สำหรับเมือง  ปืนที่หล่อมี  3 กระบอก  ชื่อปืนนางพญาตานี ยาว  3 วา 1  ศอก  1  คืบ 2 นิ้วกึ่ง  กระสุน  11  นิ้ว (ปัจจุบันตั้งหน้ากระทรวงกลาโหมซึ่งนำไปเมื่อ ครั้งรัชสมัยรัชกาลที่ 1 พ.ศ. 2328   อีกกระบอกหนึ่งได้ตกเสียที่ปากน้ำปัตตานี)    ชื่อปืนศรีนัครีและปืนมหาหล้าลน เมื่อหล่อปืนเสร็จเรียบร้อยจึงประจุดินปืนทำการทดลองมีอยู่กระบอกหนึ่ง จุดชวนแล้วไม่ลั่นแม้จะพยายามอยู่หลายครั้งก็ไม่สำเร็จ ลิ้มเต้าเคียนเห็นเป็นอัศจรรย์จึงได้ลงมือจุดเอง ปรากฏว่า ปืนแตกระเบิดถูกตัวลิ้มเต้าเคียนถึงกับสิ้นบุญวาสนาไปแต่บัดนั้น    ปัจจุบันที่หมู่บ้านกรือเซะ ห่างจากมัสยิดโบราณไปทางทิศตะวันออก ยังมีสถานที่หล่อปืนดังกล่าว ส่วนที่ฝังศพของลิ้มเต้าเคียนบางท่านกล่าวว่าอยู่ที่สุสานเก่า กูโบตันหยงกูรมาวตารโละ

          ต่อมาเล่ากันว่า  ลิ้มกอเหนี่ยว   ได้สำแดงปรากฏอันศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวเรือและประชาชนผู้สัญจร ไปมาในแถบถิ่นนั้นเสมอจนเป็นที่เลื่องลือกันทั่วไป กิตติศักดิ์อภินิหารของลิ้มกอเหนี่ยว ทำให้ชาวบ้านผู้ศรัทธาสละทุนทรัพย์สร้างศาลขึ้นที่  หมู่บ้านกรือเซะ  และ  สร้างรูปจำลองลิ้มกอเหนี่ยว    เพื่อไว้สักการบูชาโดยทำ พิธีอัญเชิญวิญญาณของลิ้มกอเหนี่ยวมาสิงสถิตในรูปจำลองนั้น    พร้อมกับขนานนามว่า “เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว” ปรากฏว่า     มีผู้คนหลั่งไหลไปกราบไหว้กันมากมาย บ้างก็มีเรื่องเดือดร้อนไปบนบานให้เจ้าแม่ช่วยเหลือ บ้างกราบไหว้ขอให้ทำมาค้าขายเจริญ เมื่อบนบานแล้วต่างก็บังเกิดผลตามความปรารถนาทุกคน จึงทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวยิ่งแผ่ไพศาลออกไปยังเมือง อื่น ๆ

          ต่อมาพระจีนคณานุรักษ์ (ตันจูลาย ต้นสกุลคณานุรักษ์)       ซึ่งเป็นหัวหน้าชาวจีนในปัตตานีขณะนั้น ได้ประจักษ์ว่า      เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว       นั้น เป็นที่เคารพสักการะของคนทั่วไป        และเห็นว่าศาลที่ประดิษฐานองค์เจ้าแม่อยู่ที่หมู่บ้านกรือเซะห่างไกลจากตัว เมือง      ไม่สะดวกแก่การประกอบพิธีต่าง ๆ  จึงได้ทำการบูรณะศาลเจ้า ซูก๋ง  ที่ตั้งอยู่ในปัตตานีเสียใหม่  (เดิมเป็นศาลเจ้าประดิษฐานของพระหมอ ท่านมีนามฉายาว่า เซ็งจุ้ยโจ็วซูก๋ง  มีนามสกุลว่า   อ่อง  เดิมท่านเป็นแพทย์เป็นชาวเมืองโพฉาง แขวงมณฑลฮกเกี้ยน   ประวัติกฤษฎาภินิหาร  ของท่านมีมากแต่ยังไม่ได้แปลไว้    ณ  ที่นี้)  และได้อัญเชิญองค์เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวมาประดิษฐานไว้  ณ  ศาลเจ้าแม่แห่งใหม่นี้ ภายหลังมีชื่อเรียกว่า“ศาลเจ้าเล่งจูเกียง” (ศาลเทพเจ้าแห่งความเมตตา) หรือชื่อสามัญที่ชาวบ้านเรียกว่า   “ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ในปัจจุบันนี้ 


ความคิดเห็นผู้ใช้

กรุณาล็อกอิน หรือลงทะเบียนเพื่อจะเขียนความคิดเห็น

ข่าวประชาสัมพันธ์
มูลนิธิ